บทที่ 2  การหมั้น


   
แบบของการหมั้น และของหมั้น

  มาตรา 1437 "การหมั้นจะสมบูรณ์ เมื่อฝ่ายชาย ได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สิน อันเป็นของหมั้น ให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐาน ว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้ว ให้ของหมั้น ตกเป็นสิทธิแก่ฝ่ายหญิง"

           ของหมั้น    


         สัญญาหมั้นนั้นจะบริบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อได้มีการส่งมอบ ของหมั้นแล้ว ตามมาตรา 1437 ก็แสดงว่า การหมั้น จะต้องมีของหมั้นเสมอ เช่นว่านี้ ของหมั้น คือทรัพย์สิน ที่ฝ่ายชาย มอบไว้ให้แก่หญิงคู่หมั้น เพื่อหลักฐานแห่ง การหมั้น ว่าจะได้มีการสมรสกัน ในภายหน้า

           ลักษณะของหมั้น

               1. เป็นทรัพย์สิน        เนื่องด้วย บรรพ 5 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในความหมายของทรัพย์สิน จึงต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา137ที่ว่า"ทรัพย์สินนั้น ท่านหมายความ รวมทั้งทรัพย์ ทั้งวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาได้ และถือเอาได้ "

ดังนั้น ทรัพย์สินต่าง ๆ จึงอาจเป็นของหมั้นได้ ไม่ว่าจะมีราคา มาก หรือ น้อยเช่น ที่ดิน บ้าน ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ เพชร ทอง รถยนต์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ ผลไม้ อาหาร ซึ่งเป็นโภคทรัพย์ หรือ เงินตรา ซึ่ง เป็นสังกมะทรัพย์ เหล่านี้ ย่อมนำมาเป็นของหมั้นได้ทั้งสิน


                2.  เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้ไว้แก่ฝ่ายหญิง ดังนั้นทรัพย์สินที่ฝ่ายหญิงให้แก่ฝ่ายชาย จึงไม่ใช่ของหมั้นตามความหมาย ใน มาตรา1437 นี้ และเมื่อกฎหมายระบุไว้แต่เพียงทรัพย์สิน ที่ฝ่ายชายให้ไว้ แก่ฝ่ายหญิง ของหมั้นนั้น จึงไม่จำเป็น จึงต้องเป็นกรรมสิทธิของชาย จึงจะเอา มาหมั้นได้ แม้ไม่ใช่ กรรมสิทธิของชาย แต่เมื่อชายมีสิทธิ ที่จะนำมาหมั้น ก็อาจเป็นของหมั้น และตกเป็นกรรมสิทธิ ของหญิงเมื่อสมรสแล้ว ได้

               3.ได้มีการส่งมอบทรัพย์นั้นให้แก่ฝ่ายหญิงแล้ว ทรัพย์สินใด แม้ว่าจะบอกว่าเป็นของหมั้น แต่เมื่อยังมิได้มอบให้แก่กัน
ทรัพย์นั้นย่อมไม่ใช่ของหมั้นตามมาตรา 1437

                   4. ต้องให้ก่อนสมรส เนื่องจากของหมั้น เป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรสกับหญิง ดังนั้น การให้ทรัพย์ของหมั้นจึงให้กันก่อนสมรสถ้าให้กันหลังทำการสมรสแล้ว ย่อมไม่ใช่ของหมั้น แม้จะได้ตกลงกันไว้ก่อนก็ตาม

               5.  เจตนาให้เป็นของหมั้น ในการให้ทรัพย์สินนั้น ต้องให้ในลักษณะที่เป็น ของหมั้น การให้
ในลักษณะอื่นเช่นให้เป็นการขอขมาหรือเป็นการให้โดยเสน่หาดังนี้แม้จะเรียกว่า เป็นของหมั้น ทรัพย์สินนั้นก็หาใช่ของหมั้นไม่ ชายมอบแหวนให้หญิง เป็นที่ ระลึกถึงกัน และได้แสดงเจตนา ขอทำตามสมรส ตาม มาตรา 1460 ดังนี้ แม้ภายหลังหญิงไม่ยอมทำการสมรสชาย ก็จะเรียกแหวนนั้น คืน ในฐานะของหมั้นไม่ได้

               6. ชายและหญิงนั้นต้องมีเจตนาที่จะสมรสกันตามกฎหมายด้วย หากประสงค์ อยู่กินฉัน สามี ภริยา โดยไม่ต้องการ จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินที่ให้กัน เป็นของหมั้น ก็ไม่มีลักษณะเป็นของหมั้น และถือได้ว่า การให้ทรัพย์สินนั้น ขัดต่อศีลธรรมอันดีด้วย ( มาตรา 411) เจตนาของชาย หญิง ที่จะทำการสมรสกันนี้ พิจารณาในขณะทำสัญญาหมั้น ดังนั้น หากในขณะทำสัญญาหมั้น มีเจตนาจะทำการสมรสกัน แต่ได้อยู่กินกันมา โดยมิได้นำพา หรือมิได้สนใจ ที่จะจดทะเบียนสมรส

ดังนี้ ทรัพย์สินนั้นก็ยังถือว่าเป็นของหมั้น และเป็นสัญญาหมั้นที่สมบูรณ์ เพียงแต่ว่าต่อมาภายหลังจะอ้างว่าฝ่ายใดฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นไม่ได้เท่านั้น

   กรณีที่หญิงไม่ต้องคืนของหมั้น

            ของหมั้น ตกเป็นสิทธิแก่หญิง เมื่อได้ทำสัญญาหมั้น คือ หญิงเป็นเจ้าของทันทีที่มีการหมั้น อันแตกต่างจากหลักการของบรรพ 5 เดิม ที่ให้ตกเป็นสิทธิ แก่หญิง เมื่อได้ทำการสมรสแล้วเท่านั้น ก่อนการสมรส หญิงจึงมีเพียงสิทธิ ครอบครัวเท่านั้น

            1. ชาย หรือ หญิงคู่หมั้น ตายก่อนสมรส

            2. หญิงบอกเลิกสัญญาหมั้น เมื่อมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้น

            3. ชาย และ หญิง หมั้นกันแล้ว ต่างปล่อยปละ ละเลย ไม่ดำเนินการ จดทะเบียนสมรสชายเรียกของหมั้นคืนไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1507/2531

            เมื่อโจทก์ กับจำเลยที่ 1 เพียงแต่ประกอบพิธีสมรส โดยมิได้มีเจตนา จะสมรสกันตามกฎหมาย เงินที่โจทก์อ้างว่า ได้มอบให้แก่ฝ่ายหญิง จึงหาได้ ให้ในฐานะเป็นของหมั้น และสินสอดตามกฎหมายไม่ แม้ต่อมา จำเลยที่ 1 จะไม่ยอมจดทะเบียนสมรส กับโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกคืน

            4. ชายคู่หมั้น เป็นฝ่ายที่ไม่ยอมจดทะเบียนสมรส จะเรียกของหมั้นคืนไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2497

            ชาย หญิงอยู่กินด้วยกัน โดยไม่จดทะเบียนสมรส ชายเป็นฝ่ายผิดที่ไม่ยอม จดทะเบียนเอง จะเรียกเงินหมั้น และสินสอดคืน ไม่ได้ เพราะเหตุที่มิได้ จดทะเบียนสมรส มิใช่เป็นเพราะ ความผิดของฝ่ายหญิง แต่เป็นเพราะ ความผิดของฝ่ายชาย ที่ไม่ยอมจดทะเบียนสมรส

กรณีที่หญิงต้องคืนของหมั้น

            1. หญิง เป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ให้คืนของหมั้น แก่ฝ่ายชาย

            2. ชาย บอกเลิก สัญญาหมั้น เมื่อมีเหตุสำคัญ อันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น

            3. หญิงคู่หมั้น ได้ร่วมประเวณีกับชายอื่น หรือมีชายอื่น ข่มขืน กระทำชำเรา หรือพยายามขมขืน กระทำชำเราหญิงคู่หมั้น และชาย ได้บอกเลิกสัญญาหมั้น

            4. หญิงคู่หมั้น เป็นฝ่ายที่ไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรส ชายเรียก ของหมั้นคืนได้

          

 

พัฒนาโดย งานผลิตและพัฒนา E- Learning สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ